เกษตรทฤษฎีใหม่


• วิถีพอเพียง •


     จากการเสด็จเยี่ยมชาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายแห่ง ในหลวง ร.9 ได้ทรงเห็นสภาพปัญหาของเกษตรกรรายย่อยเนื้อที่ถือครองน้อย ปลูกข้าวได้เพียงปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่านั้น บางรายปลูกพืชเพียงชนิดเดียว บ่อน้ำที่ขุดไว้บางปีก็ไม่เพียงพอเนื่องจากฝนทิ้งช่วงและความแปรปรวนของสภาพอากาศ หากต้องการให้เกษตรกรเลี้ยงตนเองได้พอเพียง และบ่อมีน้ำให้พอใช้ทั้งปี ควรวางแผนการใช้ที่ดินอย่างไร?

จาก ”เกษตรทฤษฎีใหม่” ในกรอบแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวง ที่ดินควรแบ่งออกเป็น 4 ส่วนได้แก่

   1) นาข้าว ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อให้เพียงพอกับการบริโภคในครอบครัว อัตราการบริโภคข้าวของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 106 กิโลกรัม (กก.) ต่อปีต่อคน
   2) พืชผสมผสาน ไม้ยืนต้น สมุนไพร ผักผลไม้ เพื่อใช้ประกอบอาหารประจำวัน ตามเกณฑ์ขั้นต่ำองค์การอนามัยโลก อัตราบริโภคผักผลไม้คือ 400 กรัม (ก.) ต่อวันต่อคน
   3) แหล่งน้ำ ขุดสระกักเก็บน้ำในฤดูฝนเพื่อให้ใช้พอกับการเพาะปลูกตลอดปี และใช้เลี้ยงปลารวมถึงปลูกพืชน้ำ พืชริมสระ โดยพระราชทานแนวทางการคำนวณว่าต้องมีน้ำ 1000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อการเพาะปลูก 1 ไร่ โดยประมาณ
   4) ที่อยู่ และอื่นๆ เช่น ลานตาก โรงเรือน ถนน กองปุ๋ยหมัก เป็นต้น

     ตามหลัก “เกษตรทฤษฎีใหม่” ขั้นต้น การจัดแบ่งที่ดินเป็นตามอัตราส่วนร้อยละ 30:30:30:10 ตามลำดับ เพื่อให้เกษตรกรเลี้ยงตนเองได้ ความพออยู่พอกินเป็นพื้นฐาน จากทฤษฎีมีการทดลองนำไปปฏิบัติแห่งแรกที่ วัดมงคลชัยพัฒนา ตำบลห้วยบง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี และตัวแบบสำหรับภาคอีสาน ที่เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เมื่อทำทฤษฎีขั้นต้นได้แล้วก็ปรับเป็นระยะสองมีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ และก้าวหน้าไปเป็นระยะสามมีการประสานงานหาแหล่งทุน มีผลผลิตดีขายได้ราคา


   
     สมมติว่าครอบครัวนี้มีสมาชิก 5 คน ปริมาณข้าวบริโภคทั้งปีเป็น 5*106 = 530 กก. และผักผลไม้เป็น 5*(400/1000)*365 = 730 กก. อัตราผลผลิตข้าวเป็น 623 กก.ต่อไร่ และกำหนดให้อัตราผลผลิตผักผลไม้ 324 กก.ต่อไร่ อัตราผลผลิตนี้เป็นค่าประมาณ ค่าจริงขึ้นกับหลายปัจจัยมาก เช่น พันธุ์ข้าวที่ปลูก ชนิดพืชผสมผสานที่ปลูก ปุ๋ย สภาพพื้นที่ สภาพสิ่งแวดล้อม ปริมาณน้ำฝน ศัตรูพืช การดูแล ฯลฯ จะได้ข้าวที่ผลิตได้เป็น 623*4.5 = 2,803.5 กก. และผักผลไม้เป็น 324*4.5=1458 (หากคิดให้ละเอียดควรคิดจากข้าวเปลือกไปเป็นข้าวสาร ซึ่งอาจมีบางส่วนที่หายไป ทำนองเดียวกันในการนำผักผลไม้มาเพื่อประกอบอาหาร) พื้นที่เพาะปลูกตามอัตราส่วนนี้ให้ผลผลิตเพียงพอกับความต้องการของคนในครอบครัวทั้งปี กำหนดให้ความลึกเฉลี่ยของบ่อน้ำเป็น 1.3 เมตร (ม.) บ่อน้ำจะมีความลึกน้อยสุดในช่วงหน้าแล้ง เช่น หากขุดบ่อลึก 4 ม. และอัตราการระเหยของน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 1 เซนติเมตร (ซม) ต่อวัน (อัตราการระเหยอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมาก เช่น ความชื้นในอากาศ อุณหภูมิและธรรมชาติที่ผิวดิน เป็นต้น) หากโดยเฉลี่ยมี 300 วันที่ฝนไม่ตก ระดับน้ำจะลดลง 1*300/100 = 3 ม. จะได้ความลึกเหลือเป็น 1 ม. คำนวณคร่าวๆได้ว่า บ่อจุน้ำ 1.3 ม.*4.5 ไร่*1600 ตร.ม./ไร่ = 9360 ลบ.ม. (การคำนวณที่ละเอียดขึ้น ต้องคำนึงถึง slope ของบ่อ ซึ่งจะทำให้พื้นที่ก้นบ่อมีขนาดเล็กกว่าปากบ่อ สภาพดินของบ่อว่าเป็นกักเก็บน้ำได้ดีเพียงใด) ด้วยอัตราส่วน 30:30:30:10 พื้นที่เพาะปลูกรวม 4.5+4.5=9 ไร่ ต้องใช้น้ำ 9*1000=9000 ลบ.ม. ปริมาตรบ่อน้ำที่ขุดได้เพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวและพืชผักผลไม้ให้คนทั้งครอบครัวทั้งปี ที่เหลืออีก 10% หรือ 1.5 ไร่เอาไว้เป็นที่อยู่อาศัยและโรงเรือน จะเห็นได้ว่าทฤษฎีเกษตรใหม่ขั้นต้นนี้ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางสถิติเพื่อวางแผนจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรรายย่อยมีเพียงพอต่อการบริโภคทั้งครอบครัวตลอดปี


     เมื่อเกษตรกรมีผลผลิตเหลือจากการบริโภคภายในครัวเรือนสามารถนำไปจำหน่ายได้ ตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อวางแผนจัดสรรทรัพยากรที่เกษตรกรมีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามพระราชดำรัส “คำว่าพอเพียงความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้เองเท่านั้น แต่มีความหมายว่า พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง” 

     หลังจากเพียงพอบริโภคแล้ว ก็นำไปจำหน่ายต่อเป็นรายได้ให้มี “พอมีพอกิน” หรือให้เกิดมีรายได้สูงสุดภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัดทั้งด้านแรงงานคนและพื้นที่ครอบครองของครัวเรือน ราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 9890 บาทต่อตัน [5] และให้ราคาผักผลไม้ที่ขายได้เฉลี่ยที่ 15 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาผักผลไม้เฉลี่ยนี้เป็นค่าประมาณ ราคาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดพืชผักผลไม้ที่ปลูก ฤดูกาล สภาพการแข่งขัน เป็นต้น) ในการเพาะปลูกสมมติว่าข้าวใช้แรงงาน 0.7 คนต่อไร่ และพืชผสม 0.41 คนต่อไร่ตามลำดับ (หลายคนในครัวเรือนอาจมีภาระกิจอื่นหรือไม่ได้เพาะปลูกเป็นหลัก หรือมีความสามารถในการดูแลทำการเกษตรได้ไม่เท่ากัน อัตราแรงงานต่อไร่สามารถปรับเปลี่ยนจากนี้ได้ ตัวอย่างนี้เพื่อแสดงแนวคิดเท่านั้น) อัตราการใช้น้ำอยู่ที่ 1000 และ 1005 ลบ.ม.ต่อไร่ในการปลูกข้าวและพืชผสม ตามลำดับ เกษตรกรต้องการให้ได้รายได้รวมสูงสุดจากการขายผลผลิตที่เหลือจากการบริโภคภายในครัวเรือน (ในการคำนวณนี้ไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูก หรือค่าขนส่งจากพื้นที่การเกษตรไปเพื่อจำหน่ายต่อไป) ภายใต้ข้อจำกัดต่อไปนี้
     • แรงงานที่ใช้ในการเพาะปลูกมาจากภายในครัวเรือน
     • น้ำจากบ่อภายในพื้นที่ครอบครอง เพียงพอเพาะปลูกตลอดปี
     • พื้นที่รวมในการปลูกข้าว พืชผล บ่อน้ำ และที่พัก รวมกันไม่เกินเนื้อที่ครอบครอง
     • ผลผลิตข้าวที่ได้เพียงพอต่อการบริโภคของคนในครอบครัวทั้งปี
     • ผลผลิตผักผลไม้ที่ได้เพียงพอต่อการบริโภคขั้นต่ำตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก
     • ใช้พื้นที่ครบทั้ง 4 ส่วน และแต่ละส่วนอย่างน้อย 10% ของเนื้อที่ครอบครอง

     เมื่อหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด (optimize) จะได้ว่าพื้นที่ปลูกข้าว 4.36 ไร่ พืชผสม 4.75 ไร่ บ่อน้ำ 4.39 ไร่ ที่พัก 1.50 ไร่ คิดเป็นอัตราส่วน 29.1 : 31.6 : 29.3 : 10.0 มีค่าใกล้เคียงกับอัตราส่วน 30:30:30:10 ตามแนวพระราชดำริ รายได้รวมต่อปีของครัวเรือนนี้อยู่ที่
(ราคาข้าวต่อ กก.)*(ผลผลิตข้าว – ข้าวที่บริโภค) + (ราคาผักผลไม้ต่อ กก.)*(ผลผลิตผักผลไม้ – ผักผลไม้ที่บริโภค) =
9.89*(623*4.36 – 530) + 15*(324*4.39 – 730) = 33,757.07 บาทต่อปี

     ทฤษฎีเกษตรแนวใหม่-เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเน้นให้เกษตรช่วยตัวเองได้ และเมื่อมีผลผลิตเหลือจากการบริโภคนำมาขายเป็นรายได้ต่อไป สามารถนำตัวแบบการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดมาประยุกต์ใช้ได้ ตัวแบบจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด (optimal resource allocation model) ข้างต้น Leonid Kantorovich เป็นผู้บุกเบิกและได้รับรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ในปี 1975 จากผลงานดังกล่าว ซึ่งภายหลังเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อตัวแบบโปรแกรมเชิงเส้น (linear programming model) หนึ่งในตัวแบบที่สำคัญที่สุดในสาขาวิชาการวิจัยดำเนินงาน (operations research) ในหลวงเป็นต้นแบบในการประยุกต์ใช้เพื่อศึกษาพฤติกรรมของระบบ และวางแผนจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด




โฆษณา เศรษฐกิจพอเพียง Kosanathai Porpeanglife


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเลี้ยงปลาแบบเศรษฐกิจพอเพียง

Pseudotumor Oculi : อาการตาอักเสบ

ด้วงสาคู